โพสต์ทั้งหมด

Saturday, 30 October 2021

การปลูกกาแฟแบบดั้งเดิมเพื่อรักษาสิ่งแวดล้อม

การปลูกกาแฟแบบดั้งเดิมเพื่อรักษาสิ่งแวดล้อม
















Shade-grown Coffee : การปลูกกาแฟใต้ร่มเงาไม้ใหญ่

ในอดีต การปลูกกาแฟจะทำในร่มเงาของต้นไม้ภายในป่า (แบบวนเกษตร) ซึ่งเป็นที่อยู่อาศัยของสัตว์และแมลงทั้งหลาย ทฤษฎีนี้มักจะเป็นไปตามทฤษฎีแบบดั้งเดิม ในปัจจุบันเกษตรกรจำนวนมากได้เปลี่ยนไปใช้วิธีการปลูกต้นกาแฟแบบทันสมัย โดยการใช้แสงอาทิตย์ในการปลูกต้นกาแฟ ซึ่งต้นกาแฟจะถูกปลูกเรียงกันเป็นแถวอยู่ใต้แสงอาทิตย์โดยมีป่าร่มเงาเพียงเล็กน้อยหรือไม่มีเลย การปลูกแบบใหม่นี้ทำให้เมล็ดกาแฟสุกเร็วขึ้นและให้ผลผลิตมากขึ้น แต่การปลูกแบบดังกล่าวจำเป็นต้องตัดต้นไม้ ใช้ปุ๋ยและยาฆ่าแมลงจำนวนมาก อีกด้านหนึ่ง การปลูกต้นกาแฟแบบดั้งเดิมจะทำให้เมล็ดกาแฟสุกช้ากว่าการปลูกต้นกาแฟแบบใหม่และให้ผลผลิตน้อยกว่า แต่จะให้เมล็ดกาแฟที่มีคุณภาพสูงกว่า

นอกเหนือจากนั้น ทฤษฎีดั้งเดิมยังเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและสามารถเป็นแหล่งที่อยู่อาศัยในกับสิ่งมีชีวิตจำนวนมาก นักวิชาการทางด้านการปลูกกาแฟแบบใหม่กล่าวว่าปัญหาสิ่งแวดล้อม อย่างเช่น การตัดไม้ทำลายป่า มลภาวะที่เกิดจากยาฆ่าแมลง การทำลายที่อยู่อาศัยของสัตว์ป่า การเสื่อมคุณภาพของดินและน้ำ ดังนั้นนักวิชาการพบว่าเราต้องใช้กาแฟเป็นเครื่องมือในการอนุรักษ์ป่าได้ แทนที่จะปล่อยให้กาแฟกลายเป็นพืชกินป่าเช่นเดียวกับพืชเศรษฐกิจอื่นๆ กุญแจสำคัญอยู่ที่การย้อนกลับไปสู่วิถีการปลูกแบบดั้งเดิมและทำความเข้าใจ

เป็นที่ทราบกันดีว่าสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมในการปลูกกาแฟก็คือภูมิอากาศแบบเขตร้อนตามแนวเส้นศูนย์สูตร ราวเส้นละติจูด 25 องศาเหนือลงมาถึงเส้นละติจูด 30 องศาใต้ ทุกวันนี้มีประเทศที่ปลูกกาแฟเชิงพาณิชย์กว่า 50 ประเทศทั่วโลกกระจายอยู่ตามเส้น Coffee Belt หรือ The Bean Belt - between latitudes 25 degrees North and 30 degrees South.

ประเทศที่ผลิตกาแฟมากที่สุดห้าอันดับแรกตามข้อมูลปีล่าสุดได้แก่ บราซิล เวียดนาม โคลัมเบีย อินโดนีเซีย และเอธิโอเปีย จะเห็นว่าล้วนแล้วแต่เป็นประเทศที่มีความหลากหลายทางชีวภาพสูงติดอันดับโลกทั้งสิ้น

กาแฟป่าปลูกภายใต้ร่มเงาไม้ใหญ่

ในธรรมชาติกาแฟเป็นพันธุ์ไม้ที่พบในป่าดิบ ตั้งแต่นั้นมนุษย์จึงเริ่มนำกาแฟมาทำเป็นเครื่องดื่ม จนกลายมาเป็นเครื่องดื่มยอดนิยมที่สุดของโลก โดยธรรมชาติกาแฟจึงเป็นพืชที่ทนแสงแดดจัดไม่ได้และเติบโตอยู่ใต้ร่มไม้ในสภาพดินที่มีความชุ่มชื้น ป่าที่มีโครงสร้างพรรณไม้สลับซับซ้อนย่อมเอื้อต่อการอยู่ร่วมกันของสิ่งมีชีวิตโดยเฉพาะนกนานาชนิด ต้นกาแฟที่ขึ้นอยู่ในป่าจึงไม่มีปัญหาเรื่องแมลงเลย เพราะมีกลุ่มนกกินแมลงคอยควบคุมศัตรูพืชให้ วิธีการปลูกกาแฟแบบดั้งเดิมจึงเป็นการปลูกต้นกาแฟแซมในป่าและปล่อยให้ธรรมชาติดูแล ชาวบ้านแค่ตัดแต่งกิ่งและคอยเก็บเกี่ยวผลผลิตอย่างเดียว

แต่กาแฟก็เหมือนพืชเศรษฐกิจชนิดอื่นที่เมื่อมีความต้องการปริมาณมากๆ จึงมีการนำสายพันธุ์ดั้งเดิมมาปรับปรุง และปรับเปลี่ยนวิธีการปลูกเพื่อให้ได้ผลผลิตสูงสุด ในกรณีของกาแฟนั่นคือการปรับปรุงพันธุ์ให้เติบโตได้ดีในที่โล่ง ทนแสงแดดจัด เพื่อให้ต้นกาแฟออกผลมากๆ การปลูกกาแฟในช่วง ปีหลังๆจึงกลายเป็นการปลูกแบบพืชเชิงเดี่ยวเพื่อให้ง่ายต่อการเก็บเกี่ยว ซึ่งนำไปสู่การบุกรุกพื้นที่ป่าเขตร้อนเพื่อขยายพื้นที่เพาะปลูก กาแฟสายพันธุ์ใหม่แม้จะให้ผลผลิตสูงกว่าแต่มีโรคแมลงเยอะ แถมยังต้องใช้ปุ๋ยเคมีเป็นประจำ เนื่องจากการปลูกในที่โล่งนำไปสู่การกัดเซาะหน้าดินยามฝนตก หน้าดินที่อุดมสมบูรณ์จึงค่อยๆหายไป เกษตรกรจึงต้องใช้ปุ๋ยเคมีอย่างต่อเนื่อง เพราะดินเสื่อมสภาพไปเรื่อยๆ

ในขณะที่การปลูกกาแฟแบบดั้งเดิมใต้ร่มไม้ในป่าไม่จำเป็นต้องใช้ยาฆ่าแมลงหรือใส่ปุ๋ยแต่อย่างใด เพราะธรรมชาติช่วยควบคุมศัตรูตามธรรมชาติและเติมปุ๋ยให้อยู่ตลอดเวลา เรียกว่าเป็นการปลูกแบบอินทรีย์ที่สมบูรณ์และมีความยั่งยืนสูงมาก ศูนย์วิจัยนกอพยพของสถาบันสมิธโซเนียนในสหรัฐอเมริกาเป็นหนึ่งในหน่วยงานที่บุกเบิกและส่งเสริมแนวคิดการปลูกกาแฟใต้ร่มไม้ (shade-grown coffee) เนื่องจากพบว่าการเกษตรวิธีนี้สอดคล้องกับการอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพได้เป็นอย่างดี  เพราะส่งเสริมให้มีการเก็บรักษาหย่อมป่าตามธรรมชาติเอาไว้

ด้วยการนำของสถาบันสมิธโซเนียน นักสิ่งแวดล้อม เกษตรกรผู้ปลูกกาแฟ และบริษัทยักษ์ใหญ่ด้านกาแฟ ทำให้มีการจัดประชุมกาแฟยั่งยืน (Sustainable Coffee Congress) ขึ้นครั้งแรกเมื่อปี 1996 เพื่อกระตุ้นให้มีการแก้ไขปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมอันเกิดจากการปลูกกาแฟ และหันกลับมาส่งเสริมวิธีการปลูกกาแฟใต้ร่มไม้เชิงอนุรักษ์

การประชุมดังกล่าวได้มีการนำเสนอผลการวิจัยที่พบว่าในแปลงปลูกกาแฟใต้ร่มไม้ในป่ามีความหลากหลายทางชีวภาพสูงมาก แปลงปลูกกาแฟใต้ร่มไม้บางแปลงในเม็กซิโกสามารถพบนกได้มากถึง 180 ชนิดเรียกว่ามีความหลากหลายแทบไม่น้อยกว่าในป่าธรรมชาติ ผลจากการประชุมครั้งนั้นได้มีการพัฒนามาตรฐานกาแฟใต้ร่มไม้ขึ้นเพื่อเป็นหลักเกณฑ์ให้เกษตรกรที่ต้องการเข้าร่วมโครงการปรับปรุงแนวทางการปลูกให้ได้มาตรฐาน และได้รับการรับรองเพื่อสามารถส่งขายในราคาที่ดีกว่า ทั้งยังเพื่อป้องกันการสวมรอยและปลอมฉลากว่าเป็น “กาแฟใต้ร่มไม้” มาตรฐานกาแฟใต้ร่มไม้ที่ได้รับการยอมรับ

ในปัจจุบันมีอยู่สามสี่แห่งหลักๆ ได้แก่ Bird Friendly© ของสถาบันสมิธโซเนียน ECO-OK© ของ Rainforest Alliance ORGANIC©  และ Fair Trade© จึงนับได้ว่ากาแฟใต้ร่มไม้เป็นผลิตภัณฑ์ที่มีการทำการตลาดสีเขียวว่าเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมอย่างจริงจัง

การปลูกกาแฟแบบดั้งเดิมเพื่อรักษาสิ่งแวดล้อม

ยุคแรกๆ โดยผู้บริโภคมีส่วนโดยตรงในการกำหนดอนาคตของผลิตภัณฑ์ประเภทนี้ หากผู้บริโภคมีความรับผิดชอบมากขึ้นและยินดีที่จะซื้อกาแฟที่มีการผลิตยั่งยืนกว่าในราคาที่สูงกว่า นั่นย่อมเป็นตัวกระตุ้นให้เกษตรกรหันมาปลูกกาแฟใต้ร่มไม้กันมากขึ้น ตลอดระยะเวลาเกือบยี่สิบปีที่ผ่านมาได้มีการทำวิจัยเปรียบเทียบผลดีผลเสียของการปลูกกาแฟใต้ร่มไม้ออกมามากมาย ซึ่งงานวิจัยส่วนใหญ่ได้ข้อสรุปตรงกันว่าหากดำเนินการตามมาตรฐานสิ่งแวดล้อมที่มีการกำหนดไว้อย่างเคร่งครัด การปลูกกาแฟใต้ร่มไม้ให้ผลดีกว่าการปลูกแบบอุตสาหกรรมกลางแจ้งในทุกๆ ด้าน


มารู้จักสัญลักษณ์ตรากบให้มากขึ้น พร้อมติดตามสาระกาแฟได้ที่นี่ 〜
🌐 : https://thailandcoffeecenter.com/beans/tradtional_coffee_planting/

Saturday, 23 October 2021

รู้จักกับ Rainforest Alliance Certified

เครดิตภาพ: scsglobalservices.com

ป่าฝน (Rain forest) คือป่าที่ได้รับปริมาณน้ำฝนมากมากกว่า 80 นิ้วในแต่ละปี ป่าฝนเป็นระบบประสาทส่วนกลางของโลกที่ประกอบด้วยระบบนิเวศอันเป็นเอกลักษณ์นับล้าน ซึ่งเป็นแหล่งวิวัฒนาการ ชีวิต และความหลากหลาย ป่าฝนเขตร้อนเป็นแหล่งรวมของความหลากหลายทางชีวภาพบนบกถึง 80 เปอร์เซ็นต์ของโลก โดยทั้งหมดถูกบีบอัดเป็นแถบเส้นศูนย์สูตรแคบๆ และยังเป็นบ้านของมนุษย์หลายล้านคนที่เป็นส่วนหนึ่งของระบบนิเวศป่าไม้มาเป็นเวลาหลายพันปี

นับตั้งแต่เริ่มต้นของประวัติศาสตร์มนุษย์ต้องอาศัยป่าฝน โดยพบว่ามีไม้ พืช และสัตว์มากมาย รวมทั้งผลไม้ เส้นใย เมล็ดพืช ยารักษาโรค ผ้า และวัสดุอื่นๆ เมื่อเวลาผ่านไปนับพันปีและชุมชนมนุษย์จำนวนมากย้ายออกจากป่ามากขึ้น การพึ่งพาป่าของเราก็ไม่ลดน้อยลง ทุกวันนี้โลกอุตสาหกรรมส่วนใหญ่สัมผัสได้ถึงความเชื่อมโยงเพียงเล็กน้อยกับป่าฝน โดยอาศัยอยู่ในเมืองใหญ่ๆ ที่พลุกพล่านห่างไกลจากแหล่งพลังงานทางนิเวศที่อุดมสมบูรณ์เหล่านี้ โดยทำให้เราเราลืมไปว่าป่าไม้ช่วยรักษาแหล่งอาหารของเราทั่วโลกนำเสนอพืชผลใหม่ที่ต้านทานโรค เราลืมมูลค่าการค้าไม้หรือผลิตภัณฑ์จากป่าที่ไม่ใช่ไม้ และยาที่ได้จากป่ามูลค่ามากมายไป เราลืมสิ่งที่เกินค่าในที่สุด:

วิถีชีวิตของชุมชนป่านับล้าน สภาพภูมิอากาศที่มั่นคงและน่าอยู่สำหรับเราทุกคน การดำรงอยู่ของเพื่อนสายพันธุ์ส่วนใหญ่และสิ่งธรรมดาที่เรามองข้าม เช่น ฝนปกติและอากาศบริสุทธิ์ ในประเทศเขตร้อนหลายประเทศกำลังพัฒนาและป่าไม้ถูกทำลายด้วยความหวังว่าจะสามารถรักษาอนาคตทางเศรษฐกิจได้ ผลประโยชน์ทางอุตสาหกรรมขนาดใหญ่—เช่น ไม้ซุง, เกษตรกรรม เห็นแหล่งทรัพยากรราคาถูกที่ทำกำไรได้ไม่รู้จบและรอที่จะถูกนำไปใช้ ในขณะเดียวกันครอบครัวเกษตรกรและคนตัดไม้รู้สึกว่าพวกเขาไม่มีทางเลือกนอกจากต้องตัดไม้ทำลายป่าเพื่อเลี้ยงดูครอบครัวของพวกเขา

อย่างไรก็ตามจากการศึกษาจำนวนนับไม่ถ้วนและประวัติศาสตร์เมื่อไม่นานนี้ แสดงให้เห็นว่ามีความปลอดภัยเพียงเล็กน้อยที่สามารถพบได้ในการตัดไม้ทำลายป่าในเขตร้อน จนถึงตอนนี้ ครอบครัวมนุษย์ของเราได้ทำลายป่าฝนไปแล้วครึ่งหนึ่ง โลกของเรากำลังเผชิญกับการสูญพันธุ์ซึ่งเป็นวิกฤตการสูญพันธุ์ครั้งใหญ่ที่สุดนับตั้งแต่การล่มสลายของไดโนเสาร์เมื่อ 65 ล้านปีก่อน อนาคตของพืชและสัตว์มากกว่าครึ่งโลกและวัฒนธรรมมนุษย์หลายร้อยแห่งจะกำหนดขึ้นภายในสองสามทศวรรษข้างหน้า เนื่องจากชีวิตของเราขึ้นอยู่กับผืนป่า

สัญลักษณ์ Rainforest Alliance หมายถึงส่งเสริมการดำเนินการร่วมกันเพื่อผู้คนและธรรมชาติซึ่งขยายต่อยอดและตอกย้ำผลกระทบที่เป็นประโยชน์ของการเลือกอย่างรับผิดชอบ ตั้งแต่ฟาร์มและป่าไม้ไปจนถึงสินค้านซูเปอร์มาร์เก็ต สัยลักษณ์นี้ช่วยให้คุณรับรู้และเลือกผลิตภัณฑ์ที่นำไปสู่อนาคตที่ดีกว่าสำหรับผู้คนและโลก เมื่อคุณเห็นตรากบตัวน้อยบนผลิตภัณฑ์ คุณอาจรู้ว่ามันมีความหมายในเชิงบวกแต่คุณเคยต้องการทราบข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับสิ่งที่อยู่เบื้องหลังตราประทับนี้หรือไม่ และแน่นอนว่าการเลือกผลิตภัณฑ์ที่มีตราประทับ Rainforest Alliance Certified ช่วยให้ผู้คนและธรรมชาติเจริญเติบโตอย่างกลมกลืนได้อย่างไร

สัญลักษณ์หมายความว่าผลิตภัณฑ์หรือส่วนผสมที่ผ่านการรับรองนั้นผลิตขึ้นโดยใช้วิธีการที่สนับสนุนหลักสามประการของความยั่งยืน ได้แก่ สังคม เศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อม ซึ่งมีความสำคัญต่อความสมบูรณ์ของโปรแกรมการรับรอง ประเมินเกษตรกรตามข้อกำหนดในทั้งสามด้านก่อนออกใบรับรองหรือต่ออายุใบรับรอง โปรแกรมการรับรองตามข้อมูลเน้นย้ำถึงความมุ่งมั่นในการปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง การฝึกอบรมเพื่อความยั่งยืน และผลประโยชน์ที่ชัดเจนสำหรับเกษตรกร มาตรฐานของสัญลักษณ์มุ่งเน้นไปที่หัวข้อต่อไปนี้:

ป่าไม้: โรงไฟฟ้าระบบนิเวศเหล่านี้มีความสำคัญต่อการอยู่รอดของสิ่งมีชีวิตทุกชนิดบนโลก โปรแกรมการฝึกอบรมและการรับรองส่งเสริมแนวปฏิบัติที่ดีที่สุดในการปกป้องป่าดิบชื้น การป้องกันการขยายพื้นที่เพาะปลูกไปสู่ป่า ส่งเสริมสุขภาพของต้นไม้ ดิน และทางน้ำ และปกป้องผืนป่าพื้นเมือง

ภูมิอากาศ: ป่าไม้ยืนต้นเป็นวิธีแก้ปัญหาสภาพอากาศตามธรรมชาติที่ทรงพลัง โปรแกรมการรับรองส่งเสริมวิธีการจัดการที่ดินอย่างรับผิดชอบซึ่งเพิ่มการจัดเก็บคาร์บอนในขณะที่หลีกเลี่ยงการตัดไม้ทำลายป่า ซึ่งเป็นเชื้อเพลิงในการปล่อยก๊าซเรือนกระจก แนวทางปฏิบัติที่ชาญฉลาดต่อสภาพอากาศที่อยู่ในโปรแกรมการฝึกอบรมและการรับรองด้านการเกษตรช่วยให้เกษตรกรสร้างความยืดหยุ่นต่อภัยแล้ง น้ำท่วม และการกัดเซาะหน้าดิน

สิทธิมนุษยชน: การรับรองส่งเสริมสิทธิของชาวชนบท แม้ว่าจะไม่มีโปรแกรมการรับรองใดที่สามารถรับประกันการละเมิดสิทธิมนุษยชนได้ แต่ระบบมาตรฐานและการรับรองมีกลยุทธ์ที่แข็งแกร่งในการประเมินและจัดการกับแรงงานเด็ก การบังคับใช้แรงงาน สภาพการทำงานที่ย่ำแย่ ค่าแรงต่ำ ความไม่เท่าเทียมกันทางเพศ และการละเมิดสิทธิในที่ดินของชนพื้นเมือง การศึกษาอิสระแสดงให้เห็นว่าคนงานในฟาร์มที่ผ่านการรับรองมีแนวโน้มที่จะมีสภาพการทำงานที่ดีขึ้น อุปกรณ์ป้องกันส่วนบุคคล และการคุ้มครองแรงงาน

ความเป็นอยู่: แนวทางตั้งอยู่บนความเข้าใจว่าสภาพของระบบนิเวศและความมั่นคงทางเศรษฐกิจของชุมชนในชนบทนั้นต้องพึ่งพาอาศัยกัน การปรับปรุงโอกาสในการดำรงชีวิตที่ยั่งยืนสำหรับเกษตรกรรายย่อยและชุมชนป่าไม้เป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพมากที่สุดในการช่วยคนในชนบทให้พ้นจากความยากจน และการรับรองได้พิสูจน์แล้วว่านำมาซึ่งผลประโยชน์ทางการเงินที่วัดและประเมินค่าได้ให้แก่เกษตรกรและชุมชนป่าไม้ทั่วโลก

ทำไมสัญลักษณ์ต้องเป็นกบ? กบคือสิ่งที่นักวิทยาศาสตร์เรียกว่า bioindicators ซึ่งหมายความว่าจำนวนกบที่มีสุขภาพดีบ่งชี้ว่ามีสภาพแวดล้อมที่ดีต่อสุขภาพ (สิ่งที่ตรงกันข้ามก็เป็นความจริงเช่นกัน) Rainforest Alliance ได้เลือกกบต้นไม้ตาแดงเป็นสัญลักษณ์มานานกว่าสามสิบปีแล้ว เนื่องจากสัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำที่มีตาสว่างตัวนี้มักพบในป่าร้อนชื้น ที่ซึ่งผู้ก่อตั้งเริ่มทำงานเพื่อปกป้องป่าฝนเขตร้อนในครั้งแรก ตั้งแต่นั้นมา ตรากบได้กลายเป็นสัญลักษณ์สากลแห่งความยั่งยืน

สัญลักษณ์กบมีมาตรฐานด้านความยั่งยืนแบบใด? ผลิตภัณฑ์ทางการเกษตร: สัญลักษณ์ Rainforest Alliance หมายความว่าผลิตภัณฑ์หรือส่วนผสมที่ระบุได้รับการปลูกในฟาร์มที่ได้รับการรับรองตามมาตรฐานเกษตรกรรมยั่งยืนของ Rainforest Alliance และ/หรือหลักจรรยาบรรณของ UTZ ผลิตภัณฑ์จากป่าไม้:

สำหรับผลิตภัณฑ์จากป่าไม้ เช่น บรรจุภัณฑ์กระดาษและกระดาษแข็ง สัญลักษณ์หมายความว่าผลิตภัณฑ์หรือบรรจุภัณฑ์นั้นมาจากป่าที่ผ่านการรับรองมาตรฐานของ Forest Stewardship Council® ซึ่ง Rainforest Alliance เป็นสมาชิกผู้ก่อตั้ง และธุรกิจที่ใช้สัญลักษณ์นั้นเป็นสมาชิกของ Forest Allies Initiative ธุรกิจการท่องเที่ยว: ธุรกิจการท่องเที่ยวเช่นโรงแรมและผู้ประกอบการท่องเที่ยวใช้กบสีเขียวเมื่อพวกเขาได้รับการรับรองตามมาตรฐานการท่องเที่ยวที่ยั่งยืนของ Preferred by Nature (เดิมคือ NEPCon) ซึ่งเป็นที่ยอมรับโดย Global Sustainable Tourism Council ท่องเที่ยวที่ได้รับการรับรองจาก Rainforest Alliance

ตัวอย่างสินค้าที่ได้ตราสัญลักษณ์ Rain Forest

Credit: https://www.rainforest-alliance.org/

Tuesday, 19 October 2021

ป่าต้นน้ำ มีความสำคัญอย่างไร ?



จากการที่ประเทศไทยประสบปัญหา ป่าไม้ถูกทำลายลงอย่างรวดเร็ว ด้วยการใช้ป่าเป็นปัจจัยสำคัญในเชิงพาณิชย์ ด้วยการกระทำเช่นนี้ จึงก่อให้เกิดภาวะแห้งแล้ง ฝนไม่ตกตามฤดูกาล เมื่อถึงฤดูน้ำหลาก น้ำก็ท่วมฉับพลัน อีกทั้งยังมีการพังทลายของดินอย่างรุนแรง เพราะไม่มีต้นไม้คอยดูดซับ ไม่มีรากคอยยึดเกาะ จนก่อเกิดปัญหาทางการเกษตร ทำให้หน่วยงานต่างๆตระหนักถึงปัญหาดังกล่าว โดยเฉพาะเรื่องป่าไม้ ทำให้จัดตั้งโครงการช่วยเหลือป่าขึ้นมากมาย ซึ่งหนึ่งในนั้น คือ โครงการ ‘ฟื้นฟูป่าต้นน้ำ’

ป่าต้นน้ำ คือ คำเรียกป่าที่มีความเป็นธรรมชาติ ซึ่งปรากฏอยู่บริเวณต้นน้ำลำธาร ตามปกติทั่วไปแล้ว จะอยู่ในพื้นที่มีความสูงจากระดับน้ำทะเล 700 เมตรขึ้นไป หรือมีพื้นที่ลาดชันมากกว่า 35% ขึ้นไป ประเภทของป่าที่มักมีในพื้นที่ต้นน้ำ ก็คือ ป่าดิบเขา , ป่าดิบชื้น , ป่าดิบแล้ง , ป่าเบญจพรรณ รวมทั้งป่าเต็งรัง โดยพื้นที่ป่าต้นน้ำ สามารถถูกปกคลุมได้ด้วยป่าไม้เพียงชนิดเดียว หรือหลายชนิดก็ได้ ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย เช่น อุณหภูมิ , ปริมาณน้ำฝน , ลักษณะภูมิประเทศ , ชนิดของดิน เป็นต้น จึงทำให้ระบบนิเวศของป่าต้นน้ำ มีความหลากหลายไปตามแต่ล่ะชนิด หากแต่มีสิ่งหนึ่งเหมือนกัน คือ ‘คุณค่า’ อันทำหน้าที่ดูดซับและเก็บกักน้ำฝนตามธรรมชาติ รวมทั้งควบคุมการพังทลายของดิน , ช่วยบรรเทาความร้อนจากแสงอาทิตย์ รวมทั้งช่วยดูด CO₂ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของก๊าซเรือนกระจก เป็นต้น โดยปกติแล้วธรรมชาติการดำรงอยู่ของดิน น้ำ และป่าไม้ จะเป็นไปในลักษณะที่สมดุลและเกื้อกูลกันตลอด หากปัจจัยใดปัจจัยหนึ่งจะถูกทำลายลงไปในจำนวนที่ไม่มากนัก ปัจจัยที่เหลืออยู่จะช่วยกันฟื้นฟูปัจจัยที่ถูกทำลาย ให้กลับคืนสู่สภาพเดิมอย่างรวดเร็ว อาทิ เมื่อต้นไม้ถูกลมพายุพัดล้มลงไปหนึ่งต้น ดินที่สมบูรณ์และน้ำที่ชุ่มชื้นจะช่วยให้ต้นไม้ที่อยู่ข้างเคียง เจริญเติบโตขึ้นมาแทนที่อย่างรวดเร็ว ในทางตรงกันข้าม หากป่าไม้ถูกทำลายลงไปเป็นบริเวณกว้างอย่างต่อเนื่องกันเป็นระยะเวลายาวนาน จะส่งผลให้ปัจจัยอื่นๆ ที่เหลืออยู่เสื่อมสภาพลงตามไปด้วย กล่าวคือ การทำลายป่าไม้ เป็นการเปิดโล่งของผิวดิน ทำให้ผิวดินถูกอัดแน่นขึ้น ความสามารถในการดูดซับน้ำฝนจึงมีน้อยลง เมื่อดินดูดซับน้ำฝนได้น้อย น้ำฝนที่ตกลงมาส่วนใหญ่จึงเอ่อนองตามผิวดิน และไหลลงสู่ที่ต่ำอย่างรวดเร็ว ซึ่งการไหลอย่างรวดเร็วที่ผิวดินนี้ ทำให้เกิดการกัดชะและพัดพาเอาผิวหน้าดินที่อุดมไปด้วยธาตุอาหารไปด้วย เมื่อฝนหยุดตก น้ำฝนที่ซึมลงไปในดินน้อย ทำให้ไม่มีน้ำเอื้ออำนวยให้กระบวนการระเหยน้ำ พลังงานจากรังสีดวงอาทิตย์ส่วนใหญ่จึงเพิ่มความร้อนในดินและอากาศ ทำให้อุณหภูมิสูงขึ้น อากาศจะขยายตัวและรองรับไอน้ำมากขึ้น โอกาสที่ฝนตกจึงมีน้อยลง เป็นวงจรที่เชื่อมโยงและส่งผลกระทบถึงกันทั้งหมด ทั้งนี้พื้นที่ต้นน้ำแห่งหนึ่งอาจถูกปกคลุมไปด้วยป่าไม้เพียงชนิดเดียว หรือหลายชนิดปะปนกันไป ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย อาทิ อุณหภูมิ ปริมาณน้ำฝน ลักษณะภูมิประเทศ ชนิดของดิน เป็นต้น ซึ่งส่งผลให้ระบบนิเวศของป่าต้นน้ำมีความหลากหลายแตกต่างกันไปตามชนิด ปริมาณ และประเภทของสิ่งมีชีวิตที่อยู่ในผืนป่า

การดูแลป่าต้นน้ำ จึงมิได้มีความหมายเพียงการดูแลต้นไม้เท่านั้น แต่ถือเป็นการดูแลอ่างเก็บน้ำตามธรรมชาติ ที่คอยปลดปล่อยน้ำให้ใช้อย่างสม่ำเสมอตลอดทั้งปี เป็นส่วนหนึ่งของการดูแลดินให้ยังคงความอุดมสมบูรณ์ เป็นที่พักพิงอิงอาศัยของสิ่งมีชีวิตใหญ่น้อย ทั้งยังเป็นการดูแลความหลากหลายทางชีวภาพ ซึ่งเป็นปัจจัยที่เอื้อต่อการดำรงอยู่ของสรรพชีวิตอีกด้วย

ป่าต้นน้ำ มากคุณประโยชน์ต่อโลก อีกทั้งยังมีความหลากหลายทางชีวภาพสูง

โดยกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ได้ลงลึกศึกษาก่อนจะพบกว่า ป่าต้นน้ำ เป็นป่าที่ความพิเศษ เพราะมีความหลากหลายทางชีวภาพสูง อันประกอบไปด้วย

  • พืชชั้นสูงหายากถึง 18,000 ชนิด
  • ต้นไม้ขนาดใหญ่ 500 ชนิด
  • กล้วยไม้ 1,000 ชนิด
  • รา-เห็ด 2,000 ชนิด
  • สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม 350 ชนิด
  • นก 950 ชนิด
  • แมลงน้อย – ใหญ่ประมาณ 60,000 ชนิด

โดยความหลากหลายทางชีวภาพเหล่านี้ ล้วนแสดงให้เห็นถึงการอยู่ร่วมกันอย่างธรรมชาติ ของสังคมพืชและสัตว์ ซึ่งเอื้อต่อประโยชน์ต่อการดำรงชีวิตของมนุษย์ ไม่ว่าจะในเรื่องของ อาหาร , เครื่องนุ่งห่ม , ที่อยู่อาศัย และยารักษาโรค นอกจากนี้ ความหลากหลายทางชีวภาพ ยังมีบทบาททางด้านการให้บริการทางนิเวศวิทยาอีกด้วย เช่น เชื้อจุลินทรีย์และแบคทีเรียในป่า ช่วยย่อยสลายขยะให้กลายเป็นสารอาหารสำคัญต่อพืช หรือ แมลงช่วยผสมเกสรให้พืชผลทางการเกษตร เป็นต้น โดยสิ่งเหล่านี้เป็นประโยชน์ที่มนุษย์ได้รับจากธรรมชาติ

Thursday, 7 October 2021

Creativity with Left-over Coffee

 

วิธีสร้างสรรค์ในการใช้กาแฟที่เหลือจากการดื่ม มาใช้อย่างสร้างสรรค์ ทำเป็นขนมหรือเครื่องดื่มที่ดูน่าสนใจและรับประทานได้


1.นำกาแฟมาปรุงขนมหรือเครื่องดื่มอื่น เช่น ทิรามิสุ เค้กกาแฟ เยลลี่กาแฟ ค็อกเทลกาแฟ

2.นำกาแฟมาทำเป็นน้ำแข็ง เพื่อใส่ในกาแฟเย็นทำให้รสชาติของกาแฟเข้มข้นเหมือนเดิม

หรือ ในกรณีที่เป็นของเหลือทิ้ง เราก็ยังสามารถนำมาใช้

1.นำกาแฟมารดน้ำต้นไม้ โดยเฉพาะต้นไม้ที่ปลูกกลางแจ้ง เช่นกล้วยไม้ ส่วนกากกาแฟก็นำมาหมักเป็นปุ๋ยเพื่อเพิ่มไนโตรเจนในสวนได้

2.นำกากกาแฟมาใช้กำจัดกลิ่น หลังจากต้มกาแฟแล้วสามารถนำกากกาแฟที่เหลือมาช่วยกำจัดกลิ่นได้




Saturday, 2 October 2021

Forest Sustainable Coffee

Organic Rainforest coffee

Chiang Rai

#กาแฟป่า : ปลูกในระบบวนเกษตรอินทรีย์ใต้ร่มเงาไม้ที่สมบูรณ์ จึงทำให้ได้กาแฟที่มี #รสชาติพิเศษ และ ได้ #มาตรฐานกาแฟเพื่อสิ่งแวดล้อมระดับโลก Rainforest Alliance USDA Organic CERES

ปัจจุบันพฤติกรรมการบริโภคในชีวิตประจำวันของประชาชนทั่วโลกได้ให้ความสำคัญทางด้านสุขภาพและสิ่งแวดล้อมมากยิ่งขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะเทรนด์การบริโภคกาแฟ นักดื่มกาแฟ รุ่นใหม่เรียกว่า Fourth Wave เป็นกลุ่มที่ดื่มกาแฟเพื่อความสุนทรีย์ รสชาติของกาแฟแบบ Specialty คำนึงถึงสุขภาพ ที่มาของวัตถุดิบ การผลิตแปรรูป ที่ไม่ส่งผลกระทบต่อโลก ระบบนิเวศน์สิ่งแวดล้อม เกษตรกรผู้ปลูกกาแฟมีความเป็นอยู่ที่ดีและยั่งยืน 

กาแฟ “Coffee Forest From sustainable”อันเกิดจากความสัมพันธ์ระหว่างผืนป่าสายน้ำ ต้นกาแฟและคนดูแลป่าที่เชื่อมโยงถึงกันเป็นโครงข่ายธรรมชาติขนาดใหญ่ เพราะคนปกปักษ์รักษา ผืนป่าจึงอุดมสมบูรณ์และนำมาซึ่งต้นน้ำที่ไหลไปหล่อเลี้ยงชีวิตผู้คน น้ำบริสุทธิ์จากแหล่งต้นน้ำบนยอดดอย พื้นที่สูงได้ซึมซับลงไปในพื้นดิน ดินมีความอุดมสมบูรณ์ ทั้งระบบนิเวศน์ สิ่งแวดล้อม ฟื้นฟูผืนป่า รักษาน้ำ ความสมดุลทางธรรมชาติ ให้แร่ธาตุ อันเป็นวัฏจักรแห่งความอุดมสมบูรณ์ ความชุ่มชื้นแก่ต้นกาแฟที่ปลูกอยู่ในป่าธรรมชาติบนภูเขาสูง ส่งผลกาแฟที่ปลูกในป่า มีรสชาติที่โดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ ภายใต้แนวคิด “From Earth to Cup”


"Coffee Forest" "กาแฟป่า" กลุ่มวิสาหกิจชุมชนวนเกษตรอินทรีย์เชียงราย ได้ร่วมมือพัฒนาปลูกกาแฟแบบระบบวนเกษตรอินทรีย์ในพื้นที่ป่าต้นน้ำแม่ลาวชุมชนพื้นที่: บ้านขุนลาว ปางมะกาด ห้วยคุณพระ ห้วยน้ำกืน ห้วยทราย ห้วยมะเกลี้ยง และบ้านแม่หาง ตำบลเจดีย์ใหม่ อำเภอเวียงป่าเป้า จังหวัดเชียงราย


กาแฟป่าต้นน้ำขุนลาว อุทยานแห่งชาติขุนแจ ชุมชนต้นแบบของคนอยู่กับป่า ช่วยรักษาป่า ดูแลต้นน้ำ ชาวบ้านปลูกกาแฟใต้ร่วมเงาในป่าธรรมชาติไม่บุกรุกตัดไม้ทำลายป่า ตามแนวพระราชดำริพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถ ลักษณะของพื้นที่สูงจากระดับน้ำทะเล 1,000-1,300 เมตร สภาพเป็นป่าดิบเขาผสมกับป่าสนเขา มีความหลากหลายทางธรรมชาติระบบนิเวศน์สิ่งแวดล้อมของพืชพันธุ์นานาชนิดกล้วยไม้ ผีเสื้อ แมลง และสัตว์ป่าหลากหลายนานาพันธุ์ โดยเฉพาะไก่ฟ้าหลังขาว (Silver Pheasant) สัตว์ป่าสงวนและคุ้มครอง สัญลักษณ์ของสัตว์ป่าประจ้าถิ่น


เอกลักษณ์ของกาแฟมีกลิ่นหอมผลไม้และดอกไม้ป่าที่มีกลิ่นเฉพาะตัวจากกาแฟที่ปลูกใต้ร่มเงาของต่างๆต้นไม้และดินที่อุดมสมบูรณ์ และที่สำคัญกาแฟจากแหล่งปลูกได้มาตราฐานระดับสากล คือ

  • Rainforest Alliance
  • USDA Organic
  • CERES Certified

"Black Natural" 
Organic Agro Forestry Certified USDA, Rainforest Alliance and CERES
"Green Natural" 
Organic Agro Forestry Certified USDA, Rainforest Alliance and CERES